Author Archive

รหัสของหัวใจ เมื่อผู้ชายรักกัน

คนทั่วไปเมื่อพบเห็นชายหนุ่มท่าทางกระตุ้งกระติ้ง อ่อนช้อย หรือเรียบร้อยเหมือนผู้หญิง และรักผู้ชายด้วยกัน

ก็มักจะเรียกขานพวกเขาเหล่านั้นว่าเป็น กะเทย กันไปหมด

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว กะเทย (Hermaphrodite) นั้นมีความหมายถึง

คนหรือสัตว์ ที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นชายหรือหญิง เพศผู้หรือเพศเมีย

เนื่องจากว่ามีระบบสืบพันธุ์ของทั้งสองเพศ คือมีทั้งรังไข่ และอัณฑะ

อยู่ในคนๆเดียว หรือสัตว์ตัวเดียวกัน ซึ่งถือเป็นความผิดปกติทางเพศอย่างหนึ่ง

ดังนั้นการที่เราจะนำเอาคำว่า กะเทย ไปใช้เรียกใครต่อใคร

โดยที่ไม่รู้ว่าเขาคนนั้นมีระบบสืบพันธุ์ของทั้งสองเพศอยู่ในตัวจริงหรือเปล่า

จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

คำที่ถูกต้อง และเหมาะสมที่สุดที่ควรนำมาใช้เรียกขานบรรดาผู้ชาย

ที่มีบุคลิกลักษณะเช่นนี้นั้นก็คือ รักร่วมเพศ (Homosexual)

ซึ่งหมายถึง ผู้ชายหรือผู้หญิง ที่มีความพึงพอใจ และมีความต้องการทางเพศกับคนที่เป็นเพศเดียวกัน

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเป็นผู้ชาย ก็จะรักผู้ชายด้วยกัน ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะรักผู้หญิงด้วยกัน

ซึ่งในผู้หญิงเรามักจะเรียกว่า เลสเบี้ยน (Lesbian) และในผู้ชาย เราก็จะเรียกว่า เกย์ (Gay)

เกย์ (Gay) หรือในความหมายว่า ร่าเริง สนุกสนาน

ได้ถูกนำมาใช้เรียกขานผู้ชายที่มีพฤติกรรมเป็นรักร่วมเพศกันอย่างกว้างขวาง

จนกลายเป็นคำที่ติดปากทุกคนกันไปหมดแล้ว ซึ่งก็ฟังดูรื่นหู และดูดีกว่าคำว่า กะเทย และตุ๊ด

ทั้งยังเหมาะสมกับบุคลิกลักษณะของผู้ชายรักร่วมเพศเหล่านี้เป็นอย่างมาก

นื่องจากผู้ที่เป็นเกย์มักจะชอบความสนุกสนาน ร่าเริง ชอบงานสังสรรค์ งานเลี้ยง ตลอดจนงานบันเทิงเริงรมย์และการแสดงต่างๆ

ในอดีตนั้น คนทั่วไปมักมองว่าคนที่เป็นเกย์นั้นเป็นพวกโรคจิต มีความผิดปกติทางเพศ

แต่ในปัจจุบัน วงการแพทย์ได้ยืนยันแล้วว่า คนที่เป็นเกย์นั้นเป็นเพียงคนที่มีรสนิยมในทางเพศอย่างหนึ่งเท่านั้น

มิได้มีความผิดปกติทางจิตหรือทางเพศแต่อย่างใดทั้งสิ้น

แต่กระนั้น ความรู้สึกที่คนทั่วไปมีต่อเกย์ ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก

คนส่วนหนึ่งยังคงมองว่าพวกเกย์นั้นมีพฤติกรรมทางเพศที่วิปริตผิดธรรมชาติ

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วรูปแบบในการมีเพศสัมพันธ์ของเกย์

ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเพศสัมพันธ์ของผู้ชายแท้ๆ และผู้หญิงแท้ๆเท่าใดนัก

เนื่องจากประกอบไปด้วยฝ่ายรุก คือผู้กระทำ และฝ่ายรับ คือผู้ถูกกระทำเช่นเดียวกัน

จะแตกต่างกันก็เพียงแต่ ทั้งฝ่ายรุกและรับของเกย์นั้น เป็นเพศชายเหมือนกันเท่านั้นเอง

รูปแบบของเกย์โดยทั่วไป ถูกกำหนดไว้ด้วยบทบาทในการมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความต้องการ และพื้นฐานทางพฤติกรรมของแต่ละคน

ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น พวกรุกอย่างเดียว พวกรับอย่างเดียว และพวกที่ได้ทั้งรุกและรับ

1. พวกรุกอย่างเดียว หรือที่เรียกกันว่า เกย์คิง เกย์แบบนี้จะสวมบทบาทการเป็นฝ่ายกระทำ

ในขณะมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักของเขา โดยจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการเล้าโลม

และกระตุ้นให้คู่รักเกิดอารมณ์ทางเพศ และควบคุมบทพิศวาสทั้งหมด ให้ดำเนินไปตามที่ใจต้องการ

ไม่ว่าจะเป็นการจัดท่าจัดทาง ออกคำสั่ง เสนอแนะ หยิบยื่น หรือบางครั้งอาจยัดเยียดให้คู่รักกระทำการบางอย่าง

เพื่อสนองความต้องการทางเพศของเขา เช่น ให้ใช้ปากทำรัก หรือยินยอมให้เขาสอดใส่

ซึ่งบทบาทของเกย์ประเภทนี้ จะคล้ายกับฝ่ายชายเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายหญิง

และเกย์คิงแท้ๆ จะไม่ยอม หรือไม่สามารถเป็นฝ่ายรับได้เลย

เนื่องจากเป็นการฝืนความรู้สึกตัวเองอย่างมาก

2. พวกรับอย่างเดียว หรือที่เรียกกันว่า เกย์ควีน เกย์แบบนี้จะสวมบทบาทการเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ในขณะมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักของเขา โดยจะเป็นฝ่ายเปิดโอกาสให้คู่รักเป็นผู้สำแดงบทพิศวาสต่างๆเองเกือบทั้งหมด

เกย์ควีนจะเป็นผู้รองรับอารมณ์จากคู่รักเท่านั้น และจะเป็นฝ่ายใช้ปากทำรักให้ หรือยินยอมถูกคู่รักสอดใส่อย่างเต็มอกเต็มใจ

บทบาทของเกย์ควีนแท้ๆ จะไม่ยอม และไม่สามารถเป็นฝ่ายรุกได้เลย

เนื่องจากเป็นการฝืนความรู้สึกของตัวเองเช่นเดียวกันกับพวกเกย์คิง

3. พวกที่ได้ทั้งรุกและรับ หรือที่เรียกกันว่า เกย์โบ้ท เกย์แบบนี้จะสามารถสวมบทบาทได้ทั้งการเป็นฝ่ายกระทำและฝ่ายถูกกระทำ

คือถ้าหากเขาพบกับผู้ชายที่คมเข้ม หล่อล่ำสมชายชาตรี เขาก็จะมีความต้องการที่จะเป็นฝ่ายรับ หรือฝ่ายถูกกระทำ

แต่ถ้าเมื่อใดที่เขาได้พบกับผู้ชายที่น่ารัก สวยหวานเหมือนผู้หญิง เขาก็อยากที่จะเป็นฝ่ายรุก หรือฝ่ายกระทำ

บทบาทของเกย์ประเภทนี้จึงคล้ายกับผู้หญิงและผู้ชายในตัวคนๆเดียว

แต่อย่าเพิ่งนำไปสับสนกับคนที่เป็นไบ เพราะถึงอย่างไร เกย์ประเภทนี้ก็ยังคงมีเพศสัมพันธ์ได้กับเฉพาะผู้ชายด้วยกันเท่านั้น

สังคมชายเกย์ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเกย์โบ้ท รองลงไปคือเกย์ควีน ส่วนเกย์คิงแท้ๆนั้น หายากมาก

ส่วนใหญ่มักจะเป็นเกย์โบ้ท หรือเกย์ควีน ที่ชอบอ้างว่าเป็นเกย์คิงเพื่อหลอกพวกเกย์ด้วยกัน

เนื่องจากคนที่เป็นเกย์คิงและไบ มักจะเป็นที่ชื่นชอบ และเป็นที่ต้องการของเกย์ทั่วไป

รองจากผู้ชายแท้ๆ ที่เกย์ทุกคนล้วนฝันใฝ่และหมายปอง ซึ่งก็มีเกย์น้อยคนนักที่จะสมหวังดังใจปรารถนา

เพราะว่าผู้ชายที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเกย์และมีสัมพันธ์กับเกย์อย่างต่อเนื่องตลอดมา ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ชายแท้ๆ แล้ว

ถ้าไม่ใช่ไบก็เป็นเกย์คิง หรือดีไม่ดีอาจเป็นเกย์โบ้ทเสียด้วยซ้ำไป

ด้วยเหตุนี้เอง การกำหนดรูปแบบของเกย์จากบทบาทในการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ

เนื่องจากเกย์แต่ละรูปแบบ บางครั้งก็มีการแอบแฝง หรือสลับปรับเปลี่ยนรูปแบบไปมาจนเกย์ด้วยกันยังเดาไม่ถูก

จึงขอแบ่งรูปแบบแยกย่อยลงไปอีก ด้วยพฤติกรรมการแสดงออก ซึ่งในที่นี้ขอบัญญัติคำนิยามไว้ว่า

หมายถึง บุคลิกลักษณะที่ปรากฏออกมาต่อสาธารณชน ซึ่งมี 4 รูปแบบด้วยกันดังนี้ คือ

1. ไม่แสดงออก

บุคลิกลักษณะของคนที่ไม่แสดงออกนี้ จะเหมือนกับผู้ชายปกติธรรมดาๆ ทั่วๆไป

ม่ว่าจะเป็นหน้าตา ทรงผม เสื้อผ้า ท่าทาง น้ำเสียง

ไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอก หรือให้ใครสังเกตเป็นพิรุธได้เลยว่าเป็นเกย์หรือไบ

บางครั้งพวกเขาอาจสร้างบุคลิกลักษณะให้ดูคมเข้ม ขึงขัง สมชายชาตรีมากกว่าผู้ชายแท้ๆ

หรือที่เรียกว่า เก๊กแมน หรือ แอ๊บแมน

เช่น อาจเล่นกล้ามบริหารร่างกายและหุ่นเสียจนกำยำล่ำบึ้ก อาจพูดจาก้าวร้าวดุดัน หรือแสดงทีท่ากร่าง ห้าว

หรือแม้กระทั่งมีคู่รักเป็นผู้หญิง เพื่อให้ดูแนบเนียนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ซึ่งถ้าเขาเป็นเกย์ก็จะไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเลย หรือไม่ก็ยอมมีด้วยความจำใจ ไม่มีความรักใคร่หรือดื่มด่ำ

2. แสดงออกน้อย

บุคลิกลักษณะของคนที่แสดงออกน้อยนี้ จะยังคงเหมือนกับผู้ชายปกติธรรมดาทั่วๆ ไป

หากแต่บางครั้งจะมีการแสดงออกบ้าง

ไม่รู้สึกตัวหรืออาจจะรู้สึกตัวก็ได้ แต่พยายามสะกดเก็บการแสดงออกเหล่านั้นเอาไว้

แต่บางครั้งก็อาจจะมีการพลั้งเผลอออกมา เช่น เวลากินข้าว

อาจจับช้อนส้อมโดยกรีดนิ้วโดยนิ้วนางและนิ้วก้อยชี้ทะยานขึ้นมาตามลำดับ

เวลากินน้ำโดยใช้หลอดดูดก็บรรจงจีบปากจุ๋มจิ๋มอย่างน่ารัก

เวลากินไอศกรีมแท่งหรือกล้วย ก็อาจเผลอใช้ลิ้นโลมเลียอย่างลืมตัว

ทั้งๆ ที่ผู้ชายธรรมดาๆ ทั่วไป ก็จะกัดกิน หรืออาจเลียนิดหน่อยเท่านั้น

บางครั้ง เมื่อพานพบผู้ชายรูปหล่อหุ่นล่ำตามที่ใจปรารถนาและฝันใฝ่ ก็จะแอบชำเลืองมองไปจนลับสายตา

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังถือได้ว่าแสดงออกน้อย เพราะเขามักจะนึกขึ้นได้ และรีบกลบเกลื่อนท่าทีในทันควัน

3. แสดงออกปานกลาง

บุคลิกลักษณะของคนที่แสดงออกปานกลางนี้ จะมีบางสิ่งที่ผู้ชายปกติธรรมดาๆ เขาไม่ทำกัน

เช่น ทาแป้งหรือรองพื้นใบหน้าเสียจนขาวนวลเนียนเป็นยองใยผ่องใสชีเน่

ทำผมเนี๊ยบนิ้ง หรืออาจทำผมเป็นชะง่อน เป็นเพิงเป็นพุ่มเป็นลอน

ลีลาการเดินก็อาจบิดเบียดสะบัดสะโบกโยกสะโพกไปมามากน้อยตามอุปนิสัยของแต่ละคน

อีกทั้งเวลาโบกมือเรียกรถเมล์หรือรถแท็กซี่ ก็อาจกรีดมือกรีดนิ้วราวกับจะโบยบิน

น้ำเสียง ตลอดจนสำเนียงการพูดจาก็จะฟังดูนุ่มนิ่มอ่อนหวาน

และลากหางเสียงยาวจนสังเกตได้ชัด ขณะที่พูดก็มักจะกรีดกรายนิ้วมือประกอบไปด้วย

ซึ่งโดยปกติ คนที่แสดงออกปานกลางแบบนี้มักจะรวมกลุ่มและไปไหนมาไหนกับพวกที่แสดงออกแบบเดียวกัน

ซึ่งก็จะไม่มีการปกปิด หรือกลบเกลื่อนการแสดงออกของตนเองแต่อย่างใด

บุคลิกเช่นนี้ ถึงแม้ว่าจะผิดปกติวิสัยที่ผู้ชายทั่วไปเขาจะเป็นกัน

แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในขั้นปานกลาง เนื่องจากยังคงแต่งกายเป็นชายอยู่

4. แสดงออกมาก

บุคลิกลักษณะของคนที่แสดงออกมากนี้ จะดูเหมือนผู้หญิง หรือดูเป็นผู้หญิงไปเลย

คือแต่งกายด้วยเสื้อผ้าคล้ายของผู้หญิง หรือแต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าผู้หญิง ชอบใส่เครื่องประดับ

อาจทำผมสั้นหรือยาวแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ท่าทางการเดิน

ตลอดจนการพูดจาและน้ำเสียงจะแหลมแบบแปร่งๆ ปนห้าวๆ

พูดลากหางเสียงยาวๆ ซึ่งบางคนอาจดัดเสียงได้จนเหมือนผู้หญิงมาก

อันนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนเช่นกัน

ส่วนหน้าตานั้นก็จะแต่งหน้าทาปากจนเห็นได้ชัด บางคนอาจไปทำศัลยกรรมใบหน้า จมูก ปาก

หรือตามาจนสวยหวานหยาดเยิ้มชนิดผู้หญิงแท้ๆยังอาย

ซึ่งการแสดงออกมากนี้ บางคนอาจมีความรู้สึกไม่พึงพอใจในเพศชายที่ตนเป็นอยู่

โดยจะรู้สึกว่าจิตใจของเขาเป็นเพศหญิงมากกว่า หรืออาจรู้สึกว่าธรรมชาติสร้างร่างกายที่ผิดเพศให้กับเขา

ซึ่งคนที่คิดเช่นนี้ ก็มักจะมีความต้องการที่จะผ่าตัดแปลงเพศในที่สุด

แต่บางกรณีก็อาจไม่ใช่เช่นนั้นเสมอไป เพราะผู้ชายที่แต่งกายเป็นผู้หญิงบางคนอาจไม่ใช่เกย์ที่แสดงออกมากก็ได้

แต่เขาอาจเป็นลักเพศ (Transvestism) คือ คนที่มีความสุข และพอใจกับการแต่งกายเป็นเพศตรงข้าม

ซึ่งอาจเป็นแบบเปิดเผยโดยแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าผู้อื่น หรืออาจแอบกระทำเพียงผู้เดียวไม่ให้ใครเห็น

ซึ่งผู้ชายที่เป็นลักเพศนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเกย์เสมอไป

ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายแท้ๆ ที่ยังสามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงได้ เพียงแต่เขาชื่นชอบ

และมีความพึงพอใจในการสวมชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเท่านั้นเอง

จากรูปแบบของเกย์ที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในการมีเพศสัมพันธ์ หรือพฤติกรรมในการแสดงออก

คงพอจะทำให้หลายคนมองเห็นถึงความแตกต่างกันของเกย์แบบต่างๆขึ้นมาได้บ้าง และเพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

ก็จะขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆว่า เกย์คิงก็คือผู้ที่ชอบรุก เกย์ควีนก็คือผู้ที่ชอบรับ ส่วนเกย์โบ้ทก็คือผู้ที่ชอบทั้งรุกและรับ

ซึ่งเกย์แต่ละรูปแบบสามารถแบ่งแยกย่อยลงไปอีกตามพฤติกรรมการแสดงออกได้เป็น

เกย์ที่ไม่แสดงออก เกย์ที่แสดงออกน้อย เกย์ที่แสดงออกปานกลาง และเกย์ที่แสดงออกมาก

โดยในการแบ่งนี้ มีเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ที่น่ารู้เอาไว้ คือ

เกย์คิงส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกที่ไม่แสดงออก หรือแสดงออกน้อย จะมีอยู่จำนวนน้อยมาก

หรือแทบไม่มีเลยที่จะเป็นพวกแสดงออกปานกลางหรือแสดงออกมาก

เนื่องจากพฤติกรรมการแสดงออกเป็นสิ่งที่ขัดกับบุคลิกและบทบาทในการเป็นฝ่ายรุกของเขา

ซึ่งเกย์คิงแท้ๆนั้นหายากมากในสังคมชาวเกย์

เกย์ควีนจะมีทั้งที่ไม่แสดงออก แสดงออกน้อย แสดงออกปานกลาง และแสดงออกมาก

เนื่องจากบุคลิกและบทบาทในการเป็นฝ่ายรับของเกย์ควีนนั้น มีส่วนสัมพันธ์กับพฤติกรรมการแสดงออกของเขา

นั่นคือ ถ้าบทบาทการเป็นฝ่ายรับมีมากเท่าใด ก็จะมีการแสดงออกมากขึ้นเท่านั้น

เกย์โบ้ทนั้นมักจะไม่แสดงออก หรือแสดงออกน้อย เพราะถ้าแสดงออกมากเกินไป

จะทำให้บทบาทการเป็นฝ่ายรุกของเกย์รูปแบบนี้นั้นดูด้อยลง คือรุกได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ซึ่งเกย์โบ้ทส่วนใหญ่มักจะมีคู่รักที่เป็นเกย์โบ้ทด้วยกัน

นอกจากคนที่รักเพศเดียวกันแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเรามักรู้สึกในคำว่า ไบ หรือ รักสองเพศ (Bisexual)

หมายถึง ผู้ชายหรือผู้หญิงที่มีความพึงพอใจ และมีความต้องการทางเพศกับคนทั้งสองเพศ

คือ ถ้าเป็นผู้หญิงก็รักทั้งผู้หญิงด้วยกันแล้วก็รักผู้ชายได้ด้วย ถ้าเป็นผู้ชายก็รักทั้งผู้ชายด้วยกันแล้วก็รักผู้หญิงได้ด้วย

และด้วยเหตุที่เป็นรักสองเพศดังกล่าวข้างต้น ผู้ชายที่เป็นไบจึงถือได้ว่าอยู่คนละพวก และไม่จัดว่าเป็นเกย์

ผู้ชายที่เป็นไบส่วนใหญ่จะมีภรรยา หรือมีคู่รักอยู่แล้ว แต่ก็ยังชอบที่จะมีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกันอยู่

บางคนภรรยาก็ทราบว่าเขาเป็น บางคนภรรยาก็ไม่ทราบ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ทราบมักคิดว่าสามีของตนเป็นเกย์ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

เพราะเขาไม่ได้เป็นเกย์ แต่เป็นไบ แต่กระนั้น ผู้ชายที่เป็นไบก็อาจเปลี่ยนไป กลายเป็นเกย์ได้ ถ้าหากเขาเบื่อผู้หญิง

แล้วหันไปมีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายเพียงอย่างเดียวโดยไม่กลับมาข้องเกี่ยวกับผู้หญิงอีกเลย

ซึ่งโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นได้มีไม่มากนัก เพราะผู้ชายที่เป็นไบส่วนใหญ่จะชอบ และติดอกติดใจทั้งผู้ชายและผู้หญิง

ผู้ชายที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของผู้ชายที่เป็นไบนั้น มักจะเป็นเกย์ควีนที่หน้าตาหล่อเหลา หรือสวยหวาน

ส่วนจะเป็นเกย์ควีนแบบไม่แสดงออก หรือแสดงออกมากน้อยอย่างไรนั้น ก็แล้วแต่ความชอบขอบไบแต่ละคน

ผู้ที่เป็นไบส่วนหนึ่งอาจชอบเกย์โบ้ท ถ้าเขารูปหล่อและหุ่นดีถูกใจ

แต่คงไม่ยอมให้เกย์โบ้ทมาแสดงบทบาทการเป็นฝ่ายรุกกับตนอย่างแน่นอน

เนื่องจากผู้ชายที่เป็นไบแท้ๆนั้น จะรุกได้อย่างเดียว จะไม่ยอมเป็นฝ่ายรับ

ถ้าเขาบอกว่าเป็นไบ และยอมเป็นฝ่ายรับ แสดงว่าเขาไม่ใช่ไบแท้แล้ว

อาจเป็นพวกเกย์ควีน หรือเกย์โบ้ท ที่แสร้งหลอกว่าเป็นไบ เพื่อเพิ่มคุณค่าและราคาของตัวเอง

และถ้าเป็นเช่นที่ว่านั้นจริง ก็แสดงว่าผู้หญิงที่เขาอ้างว่าเป็นคู่รักนั้น ก็คงเป็นเพียงแค่ตัวละครตัวหนึ่งของเขาเท่านั้นเอง

หรือไม่ ผู้ชายคนนั้นก็อาจเป็นพวกผู้ชายรักสนุก ที่ชอบมีเพศสัมพันธ์แปลกๆ กับคนทุกเพศ ทุกรูปแบบ

พวกนี้จะไม่เกี่ยงเลยว่าคนที่เขาจะมีอะไรด้วยนั้น จะเป็นคนแบบไหน มีรสนิยมทางเพศอย่างไร

ขอเพียงแค่ทำให้เขามีความสุขและพึงพอใจอย่างที่สุด เขาก็รับได้ทั้งนั้น

ดูราวกับว่าโลกมนุษย์ทุกวันนี้ จะผกผันเปลี่ยนแปรไปจากเมื่อก่อนมาก

อะไรที่ไม่เคยมีในสมัยโบราณก็เกิดขึ้นมาในสมัยนี้อย่างมากมาย จิตใจมนุษย์ก็วนเวียนได้เหมือนกับสายน้ำไหล

เฉกเช่นเดียวกันกับรูปแบบของเกย์และไบ ที่มีอะไรแตกต่างไปจากเมื่อก่อนที่คนทั่วไปมักเข้าใจกัน

ต่อไปในภายภาคหน้า ก็ไม่รู้ว่าจะมีเกย์และไบรูปแบบไหนปรากฎขึ้นมาในสังคมไทยอีกบ้าง

และเมื่อถึงเวลานั้น คงจะต้องมาลบล้างทฤษฎีเก่าๆ ทั้งหลาย ที่เคยเข้าใจและบัญญัติกันมา

เพื่อหาทฤษฎีใหม่ๆมาอธิบายให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้นไปอีก

- – - – - – - – - -

ที่มา : หนังสือ ถอดรหัสใจ ผู้ชายรักกัน เขียนโดย ด๋ง

Top 10 Best Gay Movie 2011

หนังแนวเกย์ 10 เรื่องจากทั่วทุกมุมโลกที่ได้รับการยกย่องมาแล้วว่าดีเยี่ยม พวกเรามาลองดูกันว่ามีหนังเกย์เรื่องไหน จากประเทศอะไรที่จะติดอันดับอยู่ใน 1 ใน 10 อันดับในคลิปนี้บ้าง ถ้าดูแล้วถูกใจ ก็อย่าลืมเม้นท์ และ แชร์ให้ด้วยนะ

Life Style ชายรักชาย ‘เกย์’ กลางมหานคร 4

เที่ยวหนัก รักงาน รักอิสระ

จากการวิจัยครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยนี้

คือ เที่ยวหนัก ทำงานหนัก นิยมกิจกรรมบันเทิง เช่น เที่ยวกลางคืน

ขณะเดียวกัน มีความคิดมุ่งมั่นต่อความสำเร็จในชีวิต คำนึงถึงอนาคต

ตระหนักเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย มีการสวมถุมยางขณะมีเพศสัมพันธ์ มีความระมัดระวังต่อประเด็นเอดส์สูง

แสดงให้เห็นถึงการรณรงค์เรื่องเอดส์ต่อกลุ่มเกย์ที่มีอย่างต่อเนื่องได้ผลดี

กลุ่ม ชายรักชาย มักให้ความพิถีพิถันการแต่งกาย โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้า Brand Name

เลือกซื้อเสื้อผ้าโดยมีปัจจัยอื่น เช่น รูปแบบเสื้อผ้า ฯลฯ นอกเหนือจากตราสินค้าเพียงอย่างเดียว

แถมยังรักอิสระ แต่ยังได้รับอิทธิพลทางความคิดจากครอบครัวอยู่ มีความ “รักอิสระ” สูง

แต่กลับมีการปกปิดความเป็นเกย์ต่อกลุ่มคนครอบครัวมากที่สุด และมีความคิดที่จะใช้ชีวิตตามลำพังอยู่ในระดับปานกลาง

พวกเขาตระหนักในความเป็นไทย เกย์ส่วนใหญ่ไม่คิดว่าการแสดงของไทยเป็นสิ่งเชย และเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย

นอกจากนี้ ยังใส่ใจเรื่องสุขภาพและรูปร่างสูง และปฏิบัติตัวในเชิง “งด” มากกว่าเชิง “สร้างเสริม”

โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับรูปร่างและสุขภาพ และทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพในเชิงงด

เช่น ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงอาหารหวานหรือมีไขมันสูง มากกว่ากิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพ เช่น เล่นกีฬา หรือเล่นกล้าม ยกน้ำหนัก

ซึ่งอาจเป็นผลมาจากกิจกรรมประเภทเล่นกีฬา ต้องใช้ความสะดวกหลายๆ ด้าน เช่น เวลา สถานที่ ในขณะที่กิจกรรมเชิง “งด” ทำได้ง่ายกว่า

ที่สำคัญ ชายรักชายมีความพอใจในความเป็นเกย์ของตนเองสูง

มีค่านิยมกับกลุ่มเกย์ ว่าไม่ควรแสดงออกมาและไม่นิยมลักษณะ Feminine Gay (เกย์ที่ออกสาว)

เกย์สนใจข่าวพอๆ กับดูละคร

ในเมื่อไลฟ์สไตล์ของชาวเกย์ ดูจะเป็นกลุ่มที่รักสวยรักงาม เหตุนี้กลุ่มสินค้าและบริการที่มีการบริโภคในระดับสูง คือ หมวดการแต่งกาย แฟชั่น ได้แก่ นิยมฉีดน้ำหอม ทาครีมโลชั่น ซื้อเสื้อผ้า รวมทั้งหมวดสินค้าและบริการในหมวดบันเทิง ได้แก่ ชมภาพยนตร์ ซื้อเทปเพลง เที่ยวดิสโก้เธค และเที่ยวเซาน่า (สถานพบปะเพื่อการมีเพศสัมพันธ์)

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเปิดรับสื่อของกลุ่มชายรักชาย (เกย์) มีการบริโภคสื่อที่เกี่ยวข้องกับการบันเทิงสูงในระดับสูง โดยเปิดรับคอลัมน์บันเทิงในหนังสือพิมพ์ 72% และนิตยสารประเภทบันเทิง เช่น เอนเตอร์เทน 41% และเปิดรับนิตยสารประเภทสตรี เช่น แพรว ดิฉัน อิมเมจฯ ในระดับสูง 41%

ที่น่าสังเกต คือ รายการทางสื่อโทรทัศน์ พบว่ากลุ่มชายรักชาย (เกย์) นิยมดูรายการข่าวและละคร เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งมีส่วนคล้ายผู้ชายที่นิยมชมรายการข่าว และคล้ายผู้หญิงที่นิยมรายการละคร นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างเกย์ยังมีการเปิดรับสื่อประเภทนิตยสารในระดับสูง 85% มากกว่าผู้ชายทั่วไปที่เปิดรับสื่อประเภทนิตยสารเพียง 7%

การสื่อสารระหว่างบุคคล (เพื่อนเกย์) เป็นที่นิยมมากที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ สถานบันเทิงเปิดใหม่ กิจกรรมเกย์ต่างๆ

เกย์ สีสันในพหุสังคม

ในด้านสังคมจากผลการวิจัยพบว่า กลุ่มชายรักชาย (เกย์) เป็นสังคมกลุ่มย่อย

ที่มีความหลากหลายในรูปแบบการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกับสังคมอื่นๆ ทั่วไป

แต่ภาพที่ปรากฏเป็นตัวแทนของกลุ่มเกย์มักเป็นภาพเชิงลบ ทั้งๆ ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตอีกหลายแบบที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึง

เช่น ตระหนักถึงการเก็บออมใส่ใจในปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งใจทำงานให้ประสบความสำเร็จ

การที่สื่อสารมวลชนนำเสนอภาพเชิงตลกขบขันของคนกลุ่มนี้

เพราะเล่นประเด็นเฉพาะความเบี่ยงเบนทางเพศ โดยมองข้ามประเด็นอื่น เช่น ด้านความสามารถ ด้านการใช้ชีวิต

ยิ่งมีส่วนให้สังคมมองกลุ่มเกย์บิดเบือนจากภาพรวมที่แท้จริง

และยิ่งสร้างช่องว่างระหว่างสังคมให้กว้างขึ้น

สื่อมวลชนในแขนงต่างๆ จึงควรตระหนัก และพิจารณาเสนอภาพของกลุ่มเกย์ ในประเด็นอื่น

นอกเหนือจากประเด็นทางเพศมุมมองเดียว

ในด้านการตลาดจากผลการวิจัยพบว่า กลุ่มชายรักชาย (เกย์) เป็นกลุ่มที่มีอำนาจการจับจ่ายสูง

โดยเฉพาะสินค้าหมวดแฟชั่น บันเทิง การทำตลาดแบบ Niche Market เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้จึงน่าสนใจยิ่ง

เพราะจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีผู้ใดยึดครอง เพียงแต่ควรพิจารณาให้ดีว่า ไม่มีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม

หรือเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนเกิดความรู้สึกอยากเลียนแบบ แต่เป็นการทำตลาดเพื่อตอบสนองกลุ่มเกย์ที่มีในตลาดอยู่แล้ว

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ section จุดประกาย
ฉบับประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542

Life Style ชายรักชาย ‘เกย์’ กลางมหานคร 3

ไลฟ์สไตล์ชายรักชาย

การแบ่งประเภทของเกย์ อาจทำได้ในโดย ใช้เกณฑ์แบ่งที่แตกต่างกัน

ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้เกณฑ์แบ่งจาก รูปแบบการใช้ชีวิต ที่ประกอบด้วย

กลุ่มกิจกรรม (Activities) กลุ่มความสนใจ (Interests) และกลุ่มความคิดเห็น (Opinions)

โดยใช้หลักการวิเคราะห์ปัจจัย (Factor Analysis) หาค่าทางสถิติ

จัดแบ่งรูปแบบการดำเนินชีวิต (Lifestyle) ได้เป็น 6 รูปแบบ คือ

Homey Gay Lifestyle

เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่ชอบทำกิจกรรมในบ้าน และกิจกรรมทางศาสนา

รวมทั้งกิจกรรมเพื่อความรู้ เช่น ชอบปลูกต้นไม้ เข้าครัว พักผ่อนอยู่บ้านวันหยุด ชอบทำบุญ และนั่งสมาธิบ้าง

นอกจากนี้ ยังชอบเข้าห้องสมุด และชมนิทรรศการต่างๆ

Night Going Gay Lifestyle

เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบเต้นรำ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย

คิดว่าการซุบซิบนินทา เป็นเรื่องสนุกปาก มีความเห็นว่า ยาเสพย์ติด ยาอี เป็นสิ่งคลายเครียด

มองว่าสินค้าไทยไม่มีคุณภาพ รวมทั้งมองการแสดงของไทยเป็นสิ่งล้าสมัย

Obviously Gay Lifestyle

เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่เปิดเผยความเป็นเกย์เต็มตัว นิยมแต่งตัวแฟนซีเป็นผู้หญิงบ้างบางโอกาส

มักเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาของผู้ที่จะมาเป็นแฟนด้วย มีความสนใจในเรื่องสวยๆ งามๆ

คิดว่าผู้ชายแต่งหน้าอ่อนๆ ได้ และคิดว่าการแต่งตัวแปลกๆ เว่อร์ๆ ดูเท่ดี ชอบกิจกรรมการพนัน

กลุ่มนี้พร้อมให้ความร่วมมือกับกิจกรรมเกย์เป็นอย่างดี

Trendy Gay Lifestyle

เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่สนใจในความก้าวหน้าของชีวิต และความก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ๆ

ใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ให้ความสำคัญกับการติดต่อสื่อสาร เช่น ขาดอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารไม่ได้

เปิดรับสื่อต่างๆ มาก ชอบลองของใหม่ก่อนเพื่อน รักอิสระ เป็นตัวของตัวเองสูง

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีสังคมกลุ่มเพื่อนที่เหนียวแน่น

Conservative Gay Lifestyle

เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่นิยมใช้ชีวิตแบบระมัดระวังตัว

เช่น ตระหนักถึงการเก็บออม ออกกำลังกาย เล่นกล้าม มีความใส่ใจในการรักษารูปร่างให้ดี

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูง พิถีพิถันการแต่งกาย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวสูง ชอบเที่ยวต่างจังหวัด และต่างประเทศ

Healthy Gay Lifestyle

เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงสุขภาพเป็นหลัก มีกิจกรรมด้านกีฬา ออกกำลัง เล่นกล้าม

มีความใส่ใจด้านสุขภาพสูง เช่นเลี่ยงอาหารมัน อาหารหวาน พิถีพิถันการแต่งกาย ชอบท่องเที่ยว

จากการศึกษา พบว่า กลุ่มเกย์ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ ดำเนินชีวิตแบบ Conservative และแบบ Trendy มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการดำเนินชีวิตทั้ง 6 แบบนี้ ไม่ได้หมายความว่า เกย์บุคคลหนึ่งจะถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบใดแบบหนึ่ง

แต่หมายความว่า รูปแบบการดำเนินชีวิตของกลุ่มตัวอย่างเกย์ที่ได้จากการสำรวจ มีปัจจัยที่เด่นๆ สามารถจำแนกได้ 6 ปัจจัย

ดังนั้น เกย์หนึ่งคนอาจมีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ผสมผสานได้

เช่น นาย ก. อาจมีลักษณะของ Trendy Gay Lifestyle และ Night Going Gay Lifestyle อยู่ในคนๆ เดียวกัน

คือ เป็นคนทันสมัย ชอบติดต่อสื่อสาร ติดตามเทคโนโลยีเสมอ และนิยมการเที่ยวกลางคืน ดิสโก้เธค สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าด้วย

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ section จุดประกาย
ฉบับประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542

Life Style ชายรักชาย ‘เกย์’ กลางมหานคร 2

ด้านกิจกรรมที่เกย์ส่วนใหญ่ทำในวันหยุด คือ พักผ่อนอยู่บ้าน เที่ยวกับแฟน และเที่ยวกลางคืน

ส่วนกิจกรรมที่ทำน้อยที่สุด คือ การแต่งแฟนซีเป็นหญิง สูบบุหรี่ และเล่นการพนัน

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่สังคมมองกลุ่มเกย์ เป็นผู้ชอบมั่วสุม เล่นการพนัน สูบบุหรี่

เป็นการมองกลุ่มเกย์ที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ผลการวิจัยยังพบอีกว่า กลุ่มเกย์ส่วนใหญ่ 65% ไม่สูบบุหรี่

ส่วนด้านการให้ความสนใจต่อเรื่องต่างๆ พบว่ากลุ่มเกย์ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ มีความระมัดระวังต่อโรคเอดส์สูง

ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ 83%

มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จด้านการงานหรือการเรียน 83%

อีกทั้งให้ความสำคัญกับการรักษารูปร่าง 77%

และพิถีพิถันการแต่งกาย 65%

ด้านความคิดเห็นต่อสังคม กลุ่มเกย์ส่วนใหญ่

มีความตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม 93%

และคิดว่าเกย์ควรสะสมทรัพย์สินให้มาก เผื่อไว้ยามแก่ 80%

และคิดว่าตนมีความรู้เรื่องเอดส์ดีพอ 85%

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เกย์ส่วนใหญ่ 65% มีความพอใจในความเป็นเกย์ของตนเอง

ซึ่งอาจหมายถึงการเป็นเกย์ในปัจจุบัน สามารถมีความสุขได้ไม่ต่างจากชายจริงหญิงแท้

ผิดการเป็นเกย์เมื่อ 20 ปีก่อน ที่ผูกติดกับชีวิตที่ผิดหวัง โดดเดี่ยว

จนเกิดคอลัมน์ปรึกษาปัญหาชีวิต ชีวิตเศร้าชาวเกย์ โดย โก๋ ปากน้ำ

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ section จุดประกาย
ฉบับประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542

Life Style ชายรักชาย ‘เกย์’ กลางมหานคร 1

ปัจจุบันกลุ่มชายรักชาย (Mala Homosexual) ได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจนเป็นกลุ่มสังคมย่อยที่มีขนาดใหญ่

ซึ่งเราอาจพบเห็นได้จากสังคมรอบข้าง เป็นภาพสะท้อนหนึ่งของสังคม ที่มิอาจปิดบังได้

นอกเหนือจากบทบาททางเพศที่แตกต่าง เราจะเห็นว่า กลุ่มชายรักชายยังมีกิจกรรม มีรูปแบบการดำเนินชีวิต

มีพฤติกรรมการซื้อที่น่าศึกษา เพราะมีขนาดใหญ่พอที่จะเกิดเป็นตลาดได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคการทำตลาดแบบ Niche Market ที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม

ด้วยเหตุดังกล่าวได้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาชีวิตของบุคคลกลุ่มนี้

เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของพวกเขา ซึ่งได้มีการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง ชายรักชาย (เกย์)

ในเขตกรุงเทพมหานคร อายุระหว่าง 20-45 ปี จำนวน 300 คน

โดยอิงนิยามความหมายของ เกย์ (Gay) คือ ผู้ชายที่มีรสนิยมทางเพศชอบเพศชายด้วยกัน

แต่ยังคงพึงพอใจในเพศชายของตนเอง การแต่งตัวเป็นผู้ชาย บุคลิกภายนอกอาจบ่งชี้ผู้เป็นเกย์ได้ลำบาก

เพราะมีทั้งสุภาพเรียบร้อย จนถึงเหมือนผู้ชายทั่วๆ ไป

กลุ่มตัวอย่างนี้จึงไม่รวมถึงกลุ่มชายรักชายประเภทอื่นๆ คือ กลุ่มแปลงเพศ (Transsexual)

และไม่รวมกลุ่มแต่งกายเลียนแบบเพศหญิง (Transvestitism)

ในการวิจัยครั้งนี้ ได้ทำการวิจัยแบบสอบถาม กระจายไปตามกลุ่มชายรักชาย ที่เป็น “เกย์” ทั่วกรุงเทพฯ

โดยกระจายไปตามแหล่งปรากฏตัว เช่น บาร์ ดิสโก้เธค เซาน่า ใน 3 ทำเลหลัก

คือ ย่านสีลม ย่านรามคำแหง-สุขุมวิท และย่านสะพานควาย

รวมถึงจากการเปิดรับสื่อทางอินเทอร์เน็ต นิตยสารเกย์ และจากกลุ่มสังคมทั่วไป หลากอาชีพ

เช่น ข้าราชการ พนักงานเอกชน นักศึกษา ผู้กำลังรองาน ฯลฯ ซึ่งเวลาในการเก็บข้อมูลในช่วงเดือน สิงหาคม 2542

ผลการวิจัยพบว่า ในการเปิดเผยความเป็นเกย์ กลุ่มตัวอย่างเกย์ส่วนใหญ่

มีเพื่อนสนิทรู้ว่า เป็นเกย์มากที่สุด คือ 77%

สังคมทั่วไป เช่น สถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษารู้ว่าเป็นเกย์ 43%

ขณะที่สมาชิกในครอบครัวรู้ว่าเป็นเกย์เพียง 33% เท่านั้น

แสดงให้เห็นว่าในสังคมทั่วไป การบ่งบอกว่าใครเป็นเกย์ทำได้ยาก

และการไม่กล้าเปิดเผยความเป็นเกย์ต่อสถาบันครอบครัว

อาจเป็นเพราะค่านิยมที่สืบทอดกันมาว่า เป็นเรื่องที่น่าอับอาย หรือไม่ต้องการให้พ่อแม่เสียใจ

จึงเป็นที่มาของปัญหาการถูกบังคับให้แต่งงาน หรือการแต่งงานเพื่อบังหน้า

จากการสำรวจพบว่า มีเกย์บางคนที่แต่งงานมีครอบครัว มีลูก แต่มักแอบภรรยามาหาความสุขกับเพศเดียวกัน

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ section จุดประกาย
ฉบับประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542